การสร้างความผูกพันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
กันยา
รุจิรานนทพงศ์
ปัจจุบันพบว่า
องค์กรใดๆก็ตามไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับลูกค้า
พนักงาน ผู้ขาย ชุมชน ผู้ลงทุน และอื่นๆ หรือสามารถเรียกโดยรวมว่า “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย”
ซึ่งในที่นี้หมายถึง
ผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการดำเนินธุรกิจขององค์กร คำว่าความผูกพันในที่นี้ผู้เขียน
ความเข้าใจ ความใส่ใจ รับฟัง และความรับผิดชอบ
เมื่อมีการดำเนินการที่มีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านั้น
รวมถึงการรวบรวมความคิดเห็น เพื่อมาสร้างนวตกรรมขององค์กร
และการตัดสินของผู้บริหาร
องค์กรที่ไม่สามารถสร้างความผูกพันได้
ทำให้เกิดปัญหาเช่น ถ้าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นลูกค้า ลูกค้าอาจคิดว่าองค์กรไม่ตอบสนองต่อความต้องการ
ถ้าเป็นพนักงานอาจจะรู้สึกไม่ดีต่อองค์กร และถ้ากรณีที่เป็นผู้ขายวัตถุดิบอาจไม่เชื่อถือองค์กร
ชุมชนอาจไม่ให้ความร่วมมือ รวมทั้งผู้ลงทุนอาจวิตกกังวลได้ ส่วนองค์กรที่สามารถสร้างความผูกพัน ทำให้มีต้นทุนทางสังคมที่สูง
ทำให้องค์น่าเชื่อถือ ลดความเสี่ยงเนื่องจากได้รับทราบข้อมูลก่อนเกิดปัญหาขึ้นมา สร้างนวตกรรมได้มากขึ้นจากการที่ได้รับรู้ข้อมูลมากขึ้นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
วิธีการสร้างความผูกพันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามหลักการทั่วไป
ในที่นี้ขอเสนอ 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ต้องเริ่มที่การแบ่งกลุ่ม
”ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” รวมทั้งความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์กับองค์กร
จำนวนและประเภทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะมีมากหรือน้อยขึ้นกับที่ตั้ง
ขนาดและธรรมชาติของการดำเนินการขององค์กร ถ้าพบว่าจำนวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีเป็นจำนวนมาก
และองค์กรมีความสามารถที่จำกัดในการสร้างความผูกพันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม
ให้ทำการจัดลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อยดังตัวอย่างนี้ แล้วจึงทำการคัดเลือกต่อไป
หรือจัดทำ ตารางผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามรูปข้างล่าง
·
ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากองค์กร ในมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เช่น การจ้างออกขององค์กร จะมีผลกับพนักงานและครอบครัวของพนักงาน
·
กลุ่มที่มีความสำคัญต่อการดำเนินการขององค์กร
เช่น ลูกค้า ผู้ขายวัตถุดิบสำคัญๆ
·
ความเสี่ยงในการได้รับข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์จากกลุ่มนี้
เนื่องจากอยู่ไกล
·
กลุ่มที่ให้ความคิดเห็นใหม่ๆ
ที่องค์กรต้องการ
·
กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับราชการหรือสมาคม
·
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่องค์กรปล่อยออกมา
·
กลุ่มที่เป็นพันธมิตร
ขั้นตอนที่ 2 ทำความเข้าใจในเหตุผลที่ต้องสร้างความผูกพันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
องค์กรต้องเข้าใจผลกระทบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละกลุ่มที่มีต่อองค์กร
และบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น เป็นผู้แนะนำหรือเป็นผู้มีส่วนร่วม องค์กรจะนำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการสร้างความผูกพันมาดำเนินการอย่างไร
ดังเช่นองค์กรอาจใช้การสร้างความผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนเชิงกลยุทธ์
หรือเป็น “เรดาร์” ในการกำหนดความเสี่ยง หรือโอกาสในการทำธุรกิจ
การขยายเครือข่าย การสร้างตราสินค้า และความน่าเชื่อถือขององค์กร หรืออื่นๆ
ขั้นตอนที่
3 การวางแผนดำเนินการสร้างความผูกพัน
ต้องกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตของการสร้างความผูกพัน
สิ่งใดที่องค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องการในการสร้างความผูกพัน
ในการวางแผนการสร้างความผูกพันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ต้องระบุถึงตัวแทนของแต่ละกลุ่ม การพิจารณาถึงกระบวนสร้างความผูกพันที่มีอยู่เดิม (
เช่น ตามระบบ ISO
9001 หรือ ISO14001 หรือ ISO 26000 หรือสิ่งที่กำลังจะดำเนินการ เป็นต้น ) รวมทั้งทรัพยากรที่ต้องใช้ ภาษา วัฒนธรรม
วิธีการที่ใช้ในการสร้างความสัมพัน ( เช่น focus group หรือ
สัมภาษณ์เป็นการส่วนตัวหรือกลุ่มเล็กๆ การประชุม การออกสำรวจพื้นที่
การตั้งคณะกรรมการร่วม หรืออื่นๆ
ซึ่งขึ้นกับ วัตถุประสงค์ของการสร้างความผูกพัน ) ความสามารถของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ค่าใช้จ่าย และระยะเวลา รวมทั้งข้อมูลที่ต้องการ
ขั้นตอนที่
4
การเริ่มพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ (Dialogue)
การสร้างความผูกพันต้องใช้หลักการของ
ความเท่าเทียม การยอมรับ และความจริงใจ จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
สิ่งที่จะทำให้เกิดความไม่เชื่อถือ คือการแสดงถึงว่าสิ่งต่างๆได้ตัดสินใจแล้ว
หรือเริ่มดำเนินการแล้ว แล้วมีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
โดยยังไม่ได้พูดคุยกัน เช่น
การดำเนินการขุดบ่อเพื่อทิ้งขยะก่อนถามความคิดเห็นของชุมชนย่านนั้น
การพูดคุยที่ดีคือการฟังที่ดีนั่นเอง
และการจดบันทึกสิ่งที่พูดคุยกัน เป็นการแสดงว่าได้ฟังและได้ยิน
นอกจากนี้อาจเพิ่มเติมสัมภาษณ์ การสำรวจ และการ focus group ด้วย
ขั้นตอนสุดท้าย
คือการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง และการแสดงความมุ่งมั่นในการสร้างความผูกพัน
การพูดคุยกับชุมชนในบางครั้งอาจไม่น่าฟังในบางครั้ง
ถูกว่ากล่าวจนกระทั่งต้องการให้ปิดองค์กรไปเลย
แต่การฟังเสียงดังกล่าวก็เป็นโอกาสในการเรียนรู้ปัญหา และเป็นพื้นฐานของการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์และการดำเนินการที่ดี
และดีกว่าที่จะไม่ดำเนินการใดเลย เนื่องจากอาจจะเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดเพราะไม่ได้รับรู้ตั้งแต่ต้น
แม้ว่าการรับรู้นั้นยากที่แก้ไขได้ เช่น ปัญหาด้านระบบนิเวศน์
ซึ่งสิ่งที่องค์กรควรทำ คือการเปิดใจและแสดงความโปร่งใสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เห็น


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น